10 ไอเท็มที่ซื้อแล้วคุ้ม สามารถส่งต่อจากพี่สู่น้องได้

 
 

ตอนนี้ก็เป็นคุณแม่ลูกสองแล้วนะคะ เลยจะมาแชร์ให้ฟังว่ามีอุปกรณ์สำหรับแม่และเด็กอะไรบ้างที่พี่คนโตเคยใช้แล้วสามารถเก็บเอาไว้ให้น้องตัวเล็กใช้ต่อได้ ซึ่งของใช้บางชิ้นก็ช่วยสร้างความสะดวกสบายให้กับคุณแม่ บางชิ้นเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและสุขภาพของเด็ก เพราะเด็กเล็กๆมีพัฒนาการและการเจริญเติบโตที่รวดเร็วมาก คุณแม่ซื้อของมาไม่นานก็ต้องเปลี่ยนใหม่ ดีที่สิ่งของบางอย่างไม่ได้หมดอายุการใช้งานหรือผุพังตามไปด้วย วันนี้จึงมี 10 ไอเท็มที่สามารถส่งต่อจากพี่สู่น้องมาเล่าสู่กันฟัง รับรองได้ว่างานนี้ ซื้อทีเดียวคุ้มค่ะ

 

1. คาร์ซีท

คาร์ซีทเป็นอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยที่ต้องปรับเปลี่ยนตามอายุ โดยเด็กแรกเกิด – 2ปี ต้องใช้คาร์ซีทแบบหันหน้าเข้าเบาะ แต่พอลูกอายุเกิน 2 ขวบคุณแม่ก็ต้องเปลี่ยนคาร์ซีทใหม่ไปเป็นแบบนั่งทิศทางเดียวกับเบาะ พอลูกอายุ 4 ขวบก็ต้องเปลี่ยนเป็นแบบเสริมความสูงของเบาะไปจนกว่าน้องจะ 8 ขวบ ถึงจะใช้เข็มขัดนิรภัยเหมือนผู้ใหญ่ได้ สรุปว่าลูกหนึ่งคน ต้องเปลี่ยนคาร์ซีทถึง 3 ครั้ง แต่ไม่ต้องเป็นห่วงค่ะ คาร์ซีทเป็นของที่ซื้อครั้งเดียวลูกคนโตใช้แล้วส่งต่อให้น้องได้ แต่มีข้อควรระวัง คือ คาร์ซีทจะหมดอายุ 6 ปีหลังจากวันผลิต และไม่ควรนำคาร์ซีทที่ผ่านการเกิดอุบัติเหตุแล้วไปใช้ต่อ เพราะโครงสร้างจะไม่แข็งแรงพอ

คาร์ซีทตามท้องตลาด แบ่งเป็นหลายประเภท ถ้าแบ่งตามการติดตั้ง แบ่งเป็นรุ่นติดตั้งกับเข็มขัดนิรภัย และรุ่น isofix ซึ่งมักจะเป็นระบบติดตั้งสำหรับรถยนต์รุ่นใหม่ แบรนด์คาร์ซีท isofix ที่นิยม เช่น Britax, Alibebe หรือแบ่งตามขวบปีของเด็ก สามารถแบ่งได้หลายช่วงวัย คาร์ซีทรุ่นใหม่บางยี่ห้อ เช่น Daiichi, Chicco, Graco สามารถปรับเปลี่ยนให้ใช้ได้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 12 ขวบเลยก็มี

 

2. รถเข็น

รถเข็นเป็นอุปกรณ์ที่มีความจำเป็นอย่างมากเพราะช่วยให้คุณแม่เดินทางกับลูกได้โดยไม่ต้องแบกรับน้ำหนักของลูก แถมรถเข็นยังมีช่องให้คุณแม่ใส่ของใช้เด็ก ไม่ต้องถืออีกด้วย รถเข็นบางรุ่นออกแบบมาเพื่อเด็กอ่อนโดยเฉพาะ เช่น รถเข็น egg แต่โดยมากแล้วรถเข็นถูกออกแบบมาให้ใช้กับเด็กได้ถึงอายุ 5 ขวบ ทว่าพอเข้าสู่อายุ 3 ขวบ เด็กๆ ก็จะชอบรถเข็นน้อยลง ตรงกันข้ามเด็กจะอยากเดินเองเพราะมีความเป็นอิสระ สามารถเอื้อมจับ หรือแวะดูสิ่งต่างๆ ที่ตนเองสนใจได้ อาจจะเลือกรถเข็นน้ำหนักเบา พกพาง่ายสักหน่อย สำหรับเผื่อออกนอกสถานที่แล้วเด็กๆ เหนื่อยก็ให้นั่งรถเข็นหลับไปได้ แนะนำรถเข็น gb Pocket+ หรือ embix นอกจากนี้หากคุณแม่วางแผนจะมีลูกคนที่ 2 ก็ควรกะให้มีหลังจากที่คนโตอายุ 3 ขวบแล้ว จะได้ส่งต่อรถเข็นจากพี่สู่น้องได้แบบสบายๆ

 

 

3. คอกกั้น

ในวัยที่เด็กหัดนั่ง หัดคลานและหัดเดิน คอกกั้นเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นมาก เพราะนอกจากจะช่วยกำหนดเขตพื้นที่ปลอดภัยให้ลูกแล้ว เวลาลูกล้ม คอกแบบเบาะและแบบพลาสติกเบาก็ยังช่วยให้น้องไม่เจ็บตัวมากและไม่เป็นอันตรายด้วย ช่วงอายุของเด็กที่จำเป็นต้องใช้คอกกั้น คือ 4 เดือน – ขวบครึ่ง แต่ไม่ต้องเสียดาย ของชิ้นนี้ซื้อทีเดียวคุ้มเกินคุ้ม เพราะนอกจากจะช่วยเรื่องความปบอดภัยแล้ว พอมีลูกอีกคนก็ยังนำออกมาใช้ได้ใหม่ ลองดูคอกกั้นของ Pukkapao Toys, Restar Kids แล้วเลือกแบบที่ชอบ

 

 

4. เบาะรองคลาน

คุณแม่หลายคนอาจคิดว่าเบาะรองคลานไม่มีความจำเป็น ทว่าในความเป็นจริงแล้วเบาะรองคลานช่วยให้น้องไม่เจ็บเข่าเวลาหัดคลาน ส่งผลให้น้องไม่กลัวการคลาน และทำให้น้องมีพัฒนาการในการใช้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ได้ดีขึ้น ที่สำคัญเบาะรองคลานมีอายุการใช้งานนาน พอลูกโต คุณแม่สามารถใช้เบาะรองคลานกำหนดพื้นที่บริเวณนั้นให้เป็นพื้นที่ส่วนตัวสำหรับเล่นของเล่นได้ เรียกว่าซื้อทีเดียว ใช้ได้ทั้งลูกคนโตและคนเล็ก กลางวันให้น้องหัดคลาน ตอนเย็นพี่กลับมาจากโรงเรียนก็มานั่งเล่นกับน้องได้

 

 

5. เก้าอี้กินข้าว

เก้าอี้กินข้าวเป็นของใช้จำเป็น เพราะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้หัดให้ลูกรับประทานอาหารเอง หากลูกคุ้นเคยกับเก้าอี้กินข้าวแล้ว พอออกไปรับประทานอาหารในร้านอาหาร ลูกจะสามารถนั่งเก้าอี้เด็กได้เอง ไม่ร้องกวนคุณพ่อคุณแม่ขณะรับประทานอาหาร นอกจากนี้ยังใช้เป็นที่นั่งเล่นหรือนั่งดูคุณแม่ทำงานบ้านได้อีกด้วย เด็กๆ ควรเริ่มใช้เก้าอี้กินข้าวตอน 5 เดือน (นั่งเองได้แล้ว) ไปจนถึง 2 ปีเป็นอย่างน้อย หลังจากนั้นหากคุณแม่มีน้องอีกคน ก็ส่งต่อเก้าอี้กินข้าวให้กับน้องได้ เพราะเก้าอี้กินข้าวไม่มีวันหมดอายุกำกับไว้ และวัสดุที่ใช้ก็สามารถใช้ได้เกินกว่า 7 ปีแน่นอน นั่นคือซื้อทีเดียวใช้กับลูกได้ 2-3 คนเลยค่ะ

 

 

6. เครื่องนึ่งบดอาหารเด็กอ่อน

ทารกจะเริ่มรับประทานอาหารเสริมตอนอายุ 6 เดือนหรือคอแข็งพอจะกลืนอาหารแล้ว โดยคุณแม่จะต้องต้มข้าวให้เละ บี้กับกระชอนให้ข้าวรอดก้นกระชอนออกมาอย่างน้อย 2 รอบ ต้มผักและตับจากนั้นนำไปปั่นจนเละ แต่ความยุ่งยากเหล่านี้จะหมดไปหากคุณแม่ซื้อเครื่องนึ่งบดอาหาร ที่สามารถทำอาหารเด็กอ่อนได้ด้วยการกดปุ่มไม่กี่ปุ่ม แต่พอลูกอายุ 1 ขวบ ก็เริ่มทานอาหารหยาบขึ้นแล้ว นั่นหมายความว่าซื้อมาใช้เพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น โชคยังดีที่เครื่องนึ่งบดนี่ไม่พังง่ายๆ อายุการใช้งานอย่างน้อย 3-5 ปี ดังนั้นส่งต่อจากพี่สู่น้องได้สบายๆ เครื่องนึ่งบดอาหารเด็กอ่อนมีหลากหลายยี่ห้อให้เลือกซื้อ เช่น Philip AVENT, QOOC, McDou

 

 

7. เครื่องปั๊มนม

หนึ่งในไอเทมที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับเด็กสายนมแม่ เป็นของที่ซื้อมาแล้วรู้สึกคุ้มมาก เพราะวันนึงใช้หลายรอบ กว่าลูกจะเลิกกินนมก็นานเป็นปี แนะนำให้เลือกเครื่องที่ดีๆแล้วถูกใจไปเลย เพราะพอมีลูกคนที่สองแล้วก็ยังเอากลับมาใช้ได้อยู่ บอกทริคในการเลือกซื้อไว้นิดนึง เวลาเลือกให้ไปลองดูของจริงดีที่สุดค่ะ เพราะแต่ละเครื่องฟังชันก์ก็ไม่เหมือนกัน ให้เลือกอันที่เหมาะกับเรา ซึ่งเดี๋ยวนี้มีหลายแบรนด์ให้เลือกซื้อเลยค่ะ เช่น Attitude Mom, Spectra, Youha และอย่างในงาน BBB ก็มีให้เราลองเทสด้วยนะคะ

 

 

8. หมอนรองให้นม

อีกหนึ่งไอเท็มจำเป็น หมอนรองให้นมช่วยให้ไม่ต้องก้มตัวมากเกินไป เพราะทารกใช้เวลาในการดูดนมนานและบ่อย หากไม่มีหมอนรองให้นมคุณแม่อาจปวดหลัง ไหล่ และเมื่อยไปทั้งตัวก็เป็นได้ หมอนรองให้นมมีความจำเป็นในช่วง 0-6 เดือนเท่านั้น หลังจากนั้นน้องจะโตพอที่จะนอนบนตักและดูดนมได้โดยที่คุณแม่ไม่ต้องก้มตัวมากจนเกินไปแล้ว คุณแม่มือเก๋าอาจคุ้นเคยกับหมอนรองให้นม Glowy Star หรือ Punnita ที่รับประกันถึงความทนทานและคุณภาพของหมอนรองให้นม แม้ความจำเป็นในการใช้ของชิ้นนี้จะสั้น แต่ซื้อแล้วอยู่ได้นาน ใช้กับลูกได้หลายคน หากคุณแม่มีลูกแค่สองคน ใช้กับคนโตและคนเล็กแล้ว ยังส่งต่อให้ญาติที่เพิ่งคลอดลูกได้หลายรุ่นเลยทีเดียว

 

 

9. เป้อุ้ม

เป้อุ้มเด็กเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้เดินทางไปไหนมาไหนกับลูกได้สะดวกขึ้น เพราะทำให้สองมือของแม่ว่างพอที่จะหยิบสิ่งของ เลือกซื้อสินค้า รับโทรศัพท์ หรืออื่นๆได้ เป้อุ้มยุคนี้ออกแบบมาให้สัมพัทธ์กับรูปร่างผู้สวมใส่ ช่วยกระจายน้ำหนักเด็กได้ดีกว่าเดิม นวัตกรรมใหม่นี้คือส่วนซัพพอร์ตหลังและฮิปซีท เช่นแบรนด์ Pognae, Ergobebe, Aprica เป็นต้น เป้อุ้มส่วนมากใช้กับเด็กอายุ 0-3 ปีได้เท่านั้น และโดยมากก็ใช้ไม่ถึง 3 ปีเพราะน้ำหนักของลูกที่เพิ่มมากขึ้นทำให้ใช้เป้อุ้มต่อไปไม่ไหว แม้ว่าเป้อุ้มจะรู้สึกเหมือนใช้ได้ไม่นาน แต่หากใครแพลนจะมีลูกมากกว่า 1 คนก็ซื้อเถอะค่ะ ของไม่เน่าไม่เสีย ส่งต่อจากพี่สู่น้องได้สบายๆ

 

 

10. เสื้อผ้าเด็ก

เนื่องจากเด็กๆ โตเร็ว สวมใส่เสื้อผ้าได้ไม่นานก็ต้องเปลี่ยน หากจะซื้อเสื้อผ้าแบรนด์แนม คุณแม่อาจคิดหนัก แต่ถึงยังไงเสื้อผ้าก็เป็นไอเท็มที่ส่งต่อจากพี่สู่น้องได้ หากพี่กับน้องเป็นเพศเดียวกันการเลือกซื้อเสื้อผ้าก็ง่ายมากๆ แต่หากต่างเพศกัน คุณแม่อาจเลือกซื้อเสื้อผ้าแบบกลางๆ ใช้ได้ทั้งสองเพศ

 

 

รู้อย่างนี้แล้ว คุณแม่ที่วางแผนจะมีลูกมากกว่า 1 คน ไม่ต้องเสียดายเงินที่จะซื้อของเหล่านี้มาใช้เลยนะคะ เพราะยังไงก็สามารถส่งต่อจากพี่สู่น้องได้อยู่แล้ว ซื้อทีเดียวคุ้ม มาที่นี่ที่เดียวครบ สินค้ากลุ่มแม่และเด็กทุกหมวดหมู่ รวมถึงแบรนด์ดังต่าง ๆ ที่ได้เอ่ยถึงไปข้างต้น ก็มีจำหน่ายที่นี่เช่นกัน แนะนำเลยค่ะ งาน Thailand Baby & Kids Best Buy หรือที่คุณแม่น่าจะรู้จักกันดีในชื่อ งาน BBB นั่นเอง กำลังจะมีงาน BBB ครั้งที่ 34 จัดที่ IMPACT เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 6-9 มิถุนายน นี้ มีงานทีไรก็ต้องหาโอกาสไปทุกครั้ง เพราะมีของให้เลือกเยอะจริงๆ ไปงานเดียวจบเลย ได้ทุกอย่างที่ต้องการ ประหยัดเวลาไปได้เยอะ เข้าไปดูข้อมูลงานเพิ่มได้ที่ https://www.babybbb.com เลยค่า