7 วิธีการเลือกซื้อคาร์ซีทให้ลูกรัก

 
7 วิธีการเลือกซื้อคาร์ซีทให้ลูกรัก
 

คุณพ่อคุณแม่คะ มีสถิติที่น่ากลัวเกี่ยวกับเรื่องการเสียชีวิตโดยอุบัติเหตุทางรถยนต์ของทารกและเด็กๆในประเทศสหรัฐอเมริกา  ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่ากลัวมากๆเลยค่ะ  แต่ท่านทราบหรือไม่คะว่าเพียงแค่ท่านเลือกที่จะใช้คาร์ซีทให้ลูกอย่างถูกวิธีก็สามารถลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตในทารกอายุต่ำกว่า 1 ขวบได้ถึง 71% และลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตสำหรับเด็ก 1-4 ขวบได้ถึง 54% โอ้โห…นับเป็นตัวเลขที่ไม่น้อยเลยนะคะ  ถ้าอย่างนั้นวันนี้เราลองมาดูวิธีเลือกซื้อคาร์ซีทให้ลูกอย่างถูกวิธีเพื่อป้องกันเหตุร้ายกันเถอะค่ะ

 

1. เลือกคาร์ซีทที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณ

หากคุณเป็นคนชอบความสะดวกสบาย  แนะนำให้เลือกคาร์ซีทแบบตะกร้า  ซึ่งสามารถถอดออกจากเบาะที่นั่งรถยนต์แล้วหิ้วลูกออกมาได้อย่างสะดวกสบาย  และติดตั้งง่ายอีกด้วยค่ะ  เหมาะกับเด็กแรกเกิดจนกระทั่งอายุไม่เกิน 1 ขวบ หรือคาร์ซีทรุ่นที่สามารถหมุนได้ 360 องศา จะสะดวกมากเวลาที่อุ้มลูกขึ้นรถเพราะสามารถหมุนตัวคาร์ซีทออกมาทางด้านประตูได้เลย ไม่จำเป็นต้องเอี้ยวตัวเข้าไปวางลูก

 

2. เลือกคาร์ซีทให้เหมาะกับอายุของลูก

คาร์ซีทแต่ละรุ่นจะเหมาะกับเด็กแต่ละช่วงวัยค่ะ แต่ก็มีบางประเภทที่สามารถใช้งานได้นาน ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 7 ขวบเลยก็มี โดยปรับขนาดเบาะโดยการนำเอาเบาะหลายๆชั้นในชุดออกเรื่อยตามขนาดของลูกค่ะ ซึ่งรุ่นโดยทั่วไปจะแบ่งออกหลักๆได้ 3 ประเภทก็คือ

  • เด็กแรกเกิด-1 ขวบ: ส่วนใหญ่จะเป็นกระเช้าและเหมาะสำหรับเด็กแรกเกิดมากที่สุด เพราะออกแบบมาให้รองรับกับรูปร่างของเด็กแรกเกิด แต่ข้อเสียก็คือใช้ได้ไม่นานก็ต้องเปลี่ยนเพราะลูกจะโตค่อนข้างไว เด็กบางคนอายุประมาณ 8-9 เดือนก็โตเต็มตะกร้าแล้ว
  • เด็กแรกเกิด – 4 ขวบ: คาร์ซีทแบบนี้ค่อนข้างได้รับความนิยม เพราะสามารถใช้งานได้ 3-4 ปี แต่สำหรับเด็กทารกนั้นอาจจะไม่ค่อยพอดี แต่ตัวคาร์ซีทก็จะมีที่รองเบาะให้ พอลูกโตขึ้นหน่อยก็ค่อยถอดเบาะรองออกและปรับความสูงให้พอดีกับเด็กค่ะ
  • เด็ก 1 – 7 ขวบ: หากใครใช้กระเช้าแล้วพอลูกอายุครบ 1 ปีก็มักจะนิยมเปลี่ยนเป็นรุ่นนี้ เพราะใช้งานกันได้ต่อเนื่อง แต่สามารถใช้ได้นานจนถึงอายุ 7 ขวบเลย

 

3. เลือกคาร์ซีทหันหน้าเข้าหาเบาะให้นานที่สุด

คาร์ซีทแบบ Convertible seat เหมาะสำหรับเด็กอายุ 9 เดือน จนประมาณ 3-4 ขวบ คาร์ซีทประเภทนี้จะสามารถหันหน้าเข้าหาเบาะได้จนลูกอายุประมาณ 2 ขวบ ซึ่งจะช่วยลดแรงดึง แรงกระแทก ขณะรถเบรก หรือขณะที่เกิดอุบัติเหตุได้ดีสำหรับเด็กเล็กมากกว่าแบบหันหน้าออกจากเบาะค่ะ เพราะจะไม่ทำให้ลูกบาดเจ็บเท่าหันหน้าออก

 

4. เลือกคาร์ซีทที่มีมาตรฐาน

ควรเลือกคาร์ซีทที่มีใบรับประกันสินค้าว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัย เนื่องจากว่าเราฝากชีวิตน้อยๆไว้กับเบาะที่นั่งของเค้าในรถเลยทีเดียว จึงควรตรวจตราให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อ ปัจจุบันก็จะมีมาตรฐานสากลรับรองทั้งของฝั่งอเมริกาและยุโรป นอกจากนี้ยังมี Car Seat Crash Test ทั้งด้านหน้าและด้านข้าง หากพ่อแม่ท่านไหนเน้นความปลอดภัยก็ควรตรวจสอบก่อนตัดสินใจว่ารุ่นที่เราต้องการนั้นมีมาตรฐานอะไรรับรองบ้าง

 

5. เลือกคาร์ซีทที่สามารถใช้งานได้จริง

ควรเลือกคาร์ซีทที่สามารถนำไปวางในรถเพื่อใช้จริงๆได้ เพราะฉะนั้นก่อนซื้อควรวัด กะระยะ หรือแม้แต่นำมาทดลองติดตั้งด้วยว่าสามารถใช้ได้อย่างคล่องตัว แน่นหนา และปลอดภัยจริง บางคนซื้อคาร์ซีทแบบกระเช้ามา แต่พอใช้งานจริงอาจจะรู้สึกไม่ค่อยสะดวกเพราะต้องหิ้วคาร์ซีทซึ่งมีน้ำหนักพอสมควรบวกกับน้ำหนักของลูกที่อยู่ในคาร์ซีท ทำให้พอลูกเริ่มโตก็จะเริ่มยกไม่ไหว และทำให้ซื้อไปไม่ค่อยได้ใช้งานเท่าไหร่ก็มีค่ะ

 

6. เลือกคาร์ซีทที่คุณภาพเหมาะสมกับราคา

ให้เลือกคาร์ซีทที่มีราคาและคุณภาพที่เหมาะกัน อย่าเลือกเพราะสินค้านั้นถูก เพราะอาจนำมาลดราคาเนื่องจากเก่าและมีการเสื่อมสภาพของอุปกรณ์ โดยเฉพาะคาร์ซีทมือสอง ต้องตรวจเช็คสภาพก่อนซื้อให้ดีว่าอยู่ในสภาพสมบูรณ์หรือไม่ เพราะจุดประสงค์หลักของคาร์ซีทก็คือการปกป้องลูกน้อยอย่างปลอดภัยเมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น

 

7. เลือกคาร์ซีทที่คำนึงถึงสภาพความเป็นจริงของครอบครัว

ถ้าหากท่านมีแผนที่จะมีลูกติดๆกัน ควรเลือกคาร์ซีทที่เป็นของส่วนตัวสำหรับแต่ละคนไปเลยเพื่อลดความยุ่งยากในการสลับสับเปลี่ยนรวมถึงท้ายที่สุดคุณอาจจะต้องโยนคาร์ซีททิ้งเพื่อซื้อใหม่ให้ทันกับที่ลูกต่างก็โตขึ้นก็เป็นได้ค่ะ

 

เป็นยังไงบ้างคะกับ 7 วิธีการเลือกซื้อคาร์ซีทให้ลูกรัก หวังว่าสาระที่ให้คงเป็นประโยชน์ในการเป็นข้อมูลประกอบเพื่อการเลือกซื้อคาร์ซีทให้โดนใจกันทั้งคุณพ่อคุณแม่ และคุณลูกกันนะคะ